[ แสดงกระทู้ท้งหมด]


บทความน่าสนใจ

รายละเอียด

นักวิจัยทึ่ง! พบปมเชื่อมโยง ฝันกลางวัน-โรคอัลไซเมอร์
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9480000116171&Keyword=%bd%d1%b9%a1%c5%d2%a
7%c7%d1%b9

โดย : อ่านมา Guest [ 30/08/2005, 19:29:48 ]

ความคิดเห็นที่ : 1

ก่อนอื่นเราอย่าเพิ่งตกใจ หรือเชื่ออะไรง่ายๆ อย่างน้อยต้องหาข้อมูล หรือหลักฐานมาให้มากพอ
ทางคณะผู้วิจัยเขาพยายามหาสาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ แต่ก็พบว่าการฝันกลางวัน
อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคนี้ นี่ก็เป็นเพียงแค่ข้อมูลของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
ยังไม่ได้มีการยอมรับกันอย่างกว้างขวาง นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากจะเป็นคนที่เรียกว่า
"อนุรักษ์นิยม" หรือคนหัวโบราณ แต่ความคิดอนุรักษ์นิยมนี้ ในบางสถานการณ์เป็นสิ่งที่ดี
เพราะด้วยเหตุที่ว่า ข้อมูลหรือผลการค้นคว้าวิจัยใหม่ๆ ก็ยังไม่ใช่มาตรฐานที่มีความถูกต้องสูงสุด
แล้วการนำข้อมูลใหม่ๆนี้มาใช้ก็ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป ตัวอย่างเช่น
ยารักษาโรคก็ต้องได้รับการพัฒนาตลอดมาเรื่อยๆ เป็นระยะเวลานาน เพราะเริ่มแรกยาเหล่านั้นเป็นสิ่งของทดลอง
และต้องรอดูผลลัพธ์ของการรับยาว่าสามารถรักษาโรคนั้นๆ ได้หรือไม่ หรือมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาอย่างไร
แม้ว่าร่างกายและอวัยวะโดยรวมที่เป็นระบบของมนุษย์ จะมีความมหัศจรรย์ หรือพลังความยืดหยุ่นมากก็ตาม
แต่สิ่งเหล่านั้นก็ยังมีข้อจำกัดของตัวมันเอง
เพราะว่าร่างกายของมนุษย์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และธรรมชาติก็ย่อมไม่ให้อะไรมาง่ายๆ
หรือไม่ยอมปล่อยให้เป็นอมตะ เช่น ผิวหนังของเราประกอบด้วยเซลล์หลายล้านเซลล์
เซลล์เหล่านี้จะมีการเปลี่ยนสภาพไปตามอายุของมัน มีการเสื่อมสภาพลงได้ สิ่งนี้ไม่นับรวมเซลล์ที่ผิดปกติ
เช่น เซลล์มะเร็ง ซึ่งการเสื่อมสภาพของเซลล์เหล่านี้ จะทำให้เกิดความชรา และการสูญสิ้นชีวิตไปในที่สุด
สำหรับข้อความที่ว่า "นักวิจัยเชื่อว่าการทำให้เส้นสมองส่วนความนึกคิด เชื่อมโยงทำงานอยู่ตลอดเวลา
ก็อาจจะเสื่อมไวก็ได้" เปรียบได้กับการกระทำกับวัตถุเดิม ณ ตำแหน่งเดิมซ้ำๆ เช่น
หยดน้ำที่หยดลงบนหิน หยดแรกอาจไม่เกิดอะไรขึ้น แต่หลายๆ หยดก็อาจกัดกร่อนหินนั้นลงได้
หรือการใช้ปืนกลหนัก ยิงเจาะเกราะยานยนต์หุ้มเกราะขนาดกลาง ก็ต้องใช้วิธียิงที่จุดเดิมซ้ำๆ
จึงจะสามารถทะลวงเกราะนั้นได้ แสดงให้เห็นว่าการทำอะไรอย่างเดิมที่จุดเดิมๆ ซ้ำกันเป็นเวลานาน
จะทำให้เกิดความเสื่อมกับสิ่งที่ถูกกระทำได้ นี่อาจเป็นคำอธิบายเชิงประสบการณ์
ผมคิดว่าการใช้สมองอย่างเหมาะสม หรือสมดุล และมีการผ่อนคลายด้วย ก็คงไม่เกิดการสูญเสีย
หรือเสื่อมสภาพลงไปได้ง่าย มีความคิดหนึ่งที่ขัดแย้งว่า สมองของเรานั้นเมื่อได้ใช้งานบ่อยๆ
ก็จะทำงานได้อย่างดีอยู่เสมอ แต่การใช้งานบ่อยเกินไป สมองของเราก็จะไม่อยู่ในสภาพที่ดีได้
เพราะสมองของเราเป็นชีวภาพ มีเลือดมีเนื้อ มีชีวิต เปรียบได้กับ ทาสที่ถูกใช้งานมากๆ แต่ไม่ได้พัก
ก็จะทำให้ตายได้ จุดนี้เองที่เราควรคิดถึง "ความสมดุล"
เพราะความสมดุลนี้จะทำให้เกิดประโยชน์มากกว่าโทษ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี
ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าธรรมชาติทำไมถึงสร้างเราขึ้นมา
แต่รู้ว่าธรรมชาติเป็นสิ่งนามธรรมในความคิดมนุษย์ที่เป็นผู้กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่บนโลกใบนี้
การใช้งานสมองที่มากเกินไปดังที่ได้กล่าวมาแล้วอย่างคร่าวๆ ย่อมเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ผลระยะสั้นก็คือ
"ความเครียด" จากความเครียดก็จะนำไปสู่โรคภัยต่างๆ อีก เช่น โรคซึมเศร้า โรคประสาท
โรคไขข้อกระดูก โรคความดัน โรคหัวใจ ฯลฯ การรักษาสุขภาพสมอง และร่างกาย เป็นสิ่งที่ต้องดูแลรักษาร่วมกัน
การออกกำลังกายและการบริหารสมองอย่างเหมาะสม การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี
ได้รับอาหารที่มีคุณค่ามีประโยชน์และรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม
ย่อมเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายได้ แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสื่อมก็มีมากมาย
ทั้งที่อยู่ภายในตัวเรา คือ ยีนหรือกรรมพันธุ์ หรือสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น อากาศ เป็นต้น
ถึงแม้ว่าเซลล์ประสาทของเราเป็นสิ่งที่มีขนาดเล็กมาก แต่มันความสามารถที่มากมาย เราลองนึกดูว่า
เพียงแค่ก้อนโปรตีน ไขมัน และเลือด ที่ประกอบเป็นสมองนั้น ทำไมมีความมหัศจรรย์ได้ขนาดนี้
ชีวิตเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ เพียงเซลล์ต้นแบบ(Stem cell)ขนาดเล็ก
สามารถสร้างสรรค์ให้เกิดอวัยวะต่างๆของสิ่งมีชีวิต ทำให้เกิดระบบชีวิต หรือกลายเป็นร่างกายที่มีชีวิตได้
เราเรียนรู้ได้จากวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่ง เราเป็นผู้ก้าวตามวิทยาศาสตร์ ส่วนวิทยาศาสตร์เป็นผู้ตามธรรมชาติ
เพียงแค่จะเรียนรู้เรื่องโลกใบนี้ก็ยากที่จะเข้าใจให้กระจ่างสำหรับมนุษย์..................สำหรับความคิ
ดเห็นที่ผมได้นำเสนอมานี้เป็นเพียง ความคิด ความรู้สึกส่วนตัวของผม และความรู้ที่ได้ศึกษามา
ก็ได้รวบรวมจากผลการวิจัย หนังสือ หรือบทความต่างๆ และบางอย่างก็เป็นสิ่งที่ผมได้ประสบกับตนเอง
ที่สำคัญผมเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ หรือมีอาชีพที่เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ เช่น เเพทย์
แต่ผมเป็นคนที่อยากรู้เท่านั้น และการเขียนบทความ ย่อมมีข้อมูลผิดพลาดบางอย่างอยู่
ผู้รับสารควรพิจารณาให้ดีก่อน แล้วมีสิ่งใดดีๆ เราก็นำมาแลกเปลี่ยนกันได้...............ขอบคุณครับ

โดย : Longปดว Guest   [ 01/09/2005, 12:25:38 ]

ความคิดเห็นที่ : 2

ผมลองเข้าไปที่ลิงค์ที่คุณให้มาแต่ก็ไม่เห็นมีเรื่อง "ครอสเวิร์ด-วิ่ง
ทำวันละนิดสมองไม่เสื่อม" ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร

โดย : Longปดว Guest   [ 02/09/2005, 13:06:27 ]

ความคิดเห็นที่ : 3

เห็นด้วยกับคุณอ่านมาครับ
แน่นอนครับว่าการใช้สมองอย่างมีประสิทธิภาพย่อมเสริมสร้างความแข็งแรงของเส้นประสาท
ทำให้สามารถใช้ความคิด ความจำ ได้คล่อง และรวดเร็ว
คนที่มีความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ที่นอกจากกรรมพันธุ์จะมีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว
การที่คนนั้นไม่รู้จักใช้สมองอย่างมีประสิทธิภาพก็จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้
ตัวอย่างของโรคที่มีส่วนเกี่ยวข้องทางพันธุกรรม เช่น โรคหัวใจ
โรคซึมเศร้า(ซึ่งเป็นโรคจิตอีกประเภทหนึ่ง) เป็นต้น
โรคเหล่านี้ถ่ายทอดมาทางกรรมพันธุ์โดยอาจจะเเสดงอาการของโรคตั้งแต่แรกเกิด หรือเป็นภาวะกาฝาก
ที่แฝงอยู่ในยีน ซึ่งจะแสดงอาการของโรคเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น
คนที่มีประวัติว่าญาติเคยเป็นโรคหัวใจ ถ้าเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความกดดัน เครียด
ก็จะทำให้โรคที่แฝงอยู่ในตัวแสดงอาการออกมาได้เร็วขึ้น แต่ถ้าหากเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีเหมาะสม เช่น
มีครอบครัวที่อบอุ่น ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ โรคเหล่านี้ก็จะแสดงอาการช้าลง หรือไม่แสดงอาการเลย
สิ่งนี้คือเรื่องที่เกี่ยวกับกรรมพันธุ์ กับ สิ่งแวดล้อม
ที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและสมองของมนุษย์และสัตว์
มีความขัดแย้งกันเกิดขึ้นระหว่างความสัมพันธ์ที่ว่า กรรมพันธุ์กับสิ่งแวดล้อม
สิ่งไหนมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์มากกว่ากัน ก็ยังหาข้อสรุปที่แน่นอนไม่ได้
แต่เมื่อเราคิดในหลักความจริงว่า สิ่งแวดล้อมเป็นตัวเกื้อหนุนให้เกิดการวิวัฒนาการของสมองมนุษย์
ตัวอย่างเช่น มนุษย์ยุคดึกดำบรรพที่มีรูปร่าง และสมองที่แตกต่างจากมนุษย์ในปัจจุบัน
ในด้านของสมองที่ส่วนใหญ่มีขนาดและน้ำหนักที่น้อยกว่ามนุษย์ในยุคปัจจุบัน
สิ่งที่มีเหมือนกันของทั้งมนุษย์ยุคดึกดำบรรพกับมนุษย์ยุคปัจจุบัน ก็คือ สมองส่วนกลางหรือระบบลิมบิก
ที่ประกอบด้วยสมองหลายๆส่วน ส่วนสิ่งที่แตกต่างก็คือสมองส่วนคอร์เท็กซ์หรือสมองชั้นนอก
ซึ่งเป็นสมองส่วนที่มีวิวัฒนาการสูงที่สุด และมีขนาดใหญ่ที่สุด สมองในส่วนนี้เกิดจากการใช้ความคิด
ความจำ ของมนุษย์ยุคดึกดำบรรพที่ได้เผชิญกับอันตราย และสิ่งท้าทายในอดีต เช่น สัตว์นักล่า, ภูมิประเทศ
และภูมิอากาศ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นสมองของมนุษย์ยุคดึกดำบรรพแล้วทำให้มีการปรับสภาพสมอง
โดยถ่ายทอดความสามารถใหม่ๆ ให้กับมนุษย์ยุคหลังๆ นี่เรียกว่าเป็นวิวัฒนาการของมนุษยชาติ
ถ้าจะให้พูดละเอียดกว่านี้คงจะยาวมากและดูน่าเบื่อ ผมพยายามที่จะอธิบายให้พอเข้าใจได้เพียงเท่านี้
วิธีคิดข้างต้นผมจะสรุปให้ว่า สิ่งแวดล้อม น่าจะมีอิทธิพลมากกว่า
แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยทั้งสองก็ยังมีความสัมพันธ์ที่แยกไม่ออก
สำหรับคำว่า "ประสิทธิภาพ" หรือการใช้สมองอย่างมีประสิทธิภาพ
คือการใช้สมองทุกส่วนอย่างสมดุล ประสิทธิภาพ มีความหมายในทางเศรษฐศาสตร์ว่า
การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดที่สุดเพื่อให้เกิดผลผลิตที่มีคุณภาพ ต่างกับคำว่าประสิทธิผล คือ
ประสิทธิผลคือการใช้ทรัพยากรอย่างไรก็ได้ ฟุ่มเฟือยก็ได้
แต่ขอให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพก็พอ-------->เชื่อมโยงกับสมองได้ว่า
การใช้สมองอย่างมีประสิทธิภาพคือการใช้สมองอย่างประหยัดพลังงาน หรือไม่หักโหมมากเกินไป เช่น
สมมุติว่าเรามีพลังงานอยู่ 100 ใช้แก้ปัญหายากๆไป 90 อีก 10 ก็คือพลังงานที่เหลือในการทำงานต่อ
และแน่นอนครับว่า มันไม่เกิดประสิทธิภาพแน่ มีความคิดอีกอย่างหนึ่งที่ว่าเราใช้สมองไม่ถึงครึ่ง
หรือไม่ถึง 10% เป็นต้น แต่ความคิดเหล่านั้นเริ่มถูกท้าทายให้กลับไปคิดมาใหม่
เหมือนทฤษฎีที่กำลังจะถูกลบทิ้งเพราะมีหลักฐานที่เชื่อถือไม่ได้
สิ่งที่เป็นข้ออ้างที่ใช้ขัดแย้งกับความคิดเดิมคือ เทคโนโลยีการสแกนภาพสมอง โดยใช้เครื่องมีต่างๆ เช่น
เอฟเอ็มอาร์ไอ ที่คุณอ่านมา เคยได้ว่าเอาไว้ เป็นต้น
เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถเห็นการทำงานของสมองทุกๆส่วน สามารถสร้างภาพสมองในรูปสามมิติได้ด้วยคอมพิวเตอร์
การทำงานของสมองสามารถสังเกตได้จาก การสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองในแต่ละส่วน
หรือการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น ทำให้เห็นว่าคนเรานั้นใช้สมองทุกส่วน
เพียงแต่ไม่มีประสิทธิภาพเท่านั้น
สรุปให้สั้นๆ และเข้าใจง่ายๆ คือ เราใช้สมองกันทุกๆคน แต่เราต้องรู้จักใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ
แล้วมันจะเกิดประโยชน์สูงสุดเอง

โดย : Longปดว Guest   [ 05/09/2005, 11:23:04 ]

ความคิดเห็นที่ : 4

ขอบคุณ คุณอ่านมา สำหรับการตั้งกระทู้นี้ที่ได้ลิ้งค์แหล่งข้อมูลให้ผมและทุกๆคนได้อ่านครับ
แต่ช่วงนี้ผมไม่ค่อยมีเวลามาเล่น หรือตอบกระทู้ในเว็บนี้ เพราะใกล้จะสอบแล้ว
ถ้าว่างผมก็จะมาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย

โดย : Longปดว Guest   [ 09/09/2005, 14:39:00 ]

ความคิดเห็นที่ : 5



ได้ลองเข้าไปอ่านตามลิ้งแล้ว ขอบคุณค่ะ คุณ อ่านมา

โดย : madam_maxim Guest   [ 14/09/2005, 10:03:30 ]

ความคิดเห็นที่ : 6

.........ผลผลิตจะออกมามีคุณภาพดีได้ปัจจัยส่วนหนึ่งคือ สภาพเเวดล้อมภายนอก
โดยสภาพแวดล้อมภายนอกคือการแข่งขันกัน การต่อสู้เพื่อแย่งชิงความเป็นที่หนึ่ง
ซึ่งทำให้คนที่จะเข้าไปแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดต้องรู้จักวิเคราะห์สถานการณ์
เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตสินค้าให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมภายนอก
--------> สำหรับการเรียนรู้ของมนุษย์นั้นไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแต่ กรอบแห่งความเป็นนักเรียน
หรือนิสิตที่อยู่ในสถาบันศึกษา ที่มีห้องเรียนเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียนเป็นหลัก
แต่ชีวิตคือการเรียนรู้ทักษะต่างๆ เพื่อการเอาชีวิตอยู่รอดในสภาพแวดล้อมหรือสังคมนั้น
ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยชอบระบบการศึกษาเก่าๆ หรือที่เป็นอยู่ส่วนมากในปัจจุบัน
การศึกษาแบบนี้จะเน้นการเป็นระบบระเบียบมากเกินไป จนทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย และเครียดได้
การเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ใช่ว่าจะใช้การเรียนด้วยสมองซีกเดียวตลอด
เราภูมิใจในทักษะที่แสดงออกของความเป็นมนุษย์ที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นในโลกนี้
คนที่ได้ใช้ทักษะนี้จนชำนาญ เราก็ย่องย่องว่าเขาฉลาด ทักษะนี้ ได้แก่ ทักษะภาษา
ที่มีตัวอักษรในแต่ละชาติที่ประดิษฐ์เป็นเอกลักษณ์ของสายพันธุ์ เพื่อถ่ายทอดความคิด
ความรู้สึกในส่วนน้อยให้เป็นข้อมูลในรูปธรรมมากขึ้น, ทักษะทางคณิตศาสตร์
เป็นวิชาที่ใช้ศึกษาธรรมชาติอย่างเป็นระบบ มีเหตุผล สามารถสร้างสมการที่จำกัดเงื่อนไขบางอย่าง
เพื่ออธิบายธรรมชาติ โดยคณิตศาสตร์จะแทรกอยู่ในทุกช่วงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่เกิด จนตาย การประกอบอาชีพ
ต้องอาศัยความรู้ทางเรื่องคณิตต่างๆ เช่น ค้าขาย ใช้เลขคณิต(บวก, ลบ, คูณ, หาร), ดาราศาสตร์
ใช้ตรีโกณมิติ เป็นต้น เราภาคภูมิใจทักษะเหล่านี้ จนเกิดการเหยียดหยามทักษะที่เรามีคล้ายกับสัตว์ทั่วไป
คือ ทักษะของสมองซีกขวา ระบบการศึกษาที่เน้นการใช้สมองซีกซ้ายมากเกินไป จะทำให้ผู้เรียน รู้สึกไม่สนุก
เรียนแล้วทุกข์ เป็นต้น ความสมดุลและเรียนรู้แบบหลากหลายควรจะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี เป็นสุข
สนุกมากกว่า แล้วผลลัพธ์จะดีกว่า เช่นในบางประเทศจะมีการจัดการศึกษา
โดยไม่เน้นเวลาในการเรียนที่เป็นมาตรฐาน หรือเหมือนกันทุกอย่าง
การเรียนจะมีการเเทรกเสริมกิจกรรมที่หลากหลาย เพิ่มความอยากรู้ของเด็กๆ
โดยครูจะประเมินเด็กแล้วจัดโปรแกรมการเรียนรู้เป็นรายบุคคลให้ ในแต่ละเวลา
เด็กแต่ละคนจะเรียนหรือทำกิจกรรมไม่เหมือนก้น เช่น เด็กชาย ก. ทำการบ้านเสร็จ แล้วไปเล่นเกมกระดาน,
เด็กหญิง ข. ซ้อมเต้นรำเพื่อที่จะออกเเสดงในงานโรงเรียน เป็นต้น การเรียนรู้จะไม่เบื่อง่าย
ผู้เรียนจะสนุกกับการไปโรงเรียนเป็นส่วนมาก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็อยู่ในเกณฑ์ดี ถึงดีมากด้วย
...........คำว่า "อัจฉริยะ" ไม่เกิดขึ้นด้วยพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว
แต่ต้องมีการฝึกฝนทักษะที่เราอยากเป็นอัจฉริยะ โดยเริ่มจากการเรียนตามผู้อื่นก่อน
ตามเงื่อนไขของสากลก่อน แล้วกาลเวลาและความพากเพียร จะทำให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ประดับโลกใบนี้
โดยทำให้เกิดนวัตกรรม ซึ่งเป็นสิ่งแปลกใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงไปในทางเจริญดีขึ้น ผมขอเรียกคนพวกนี้ว่า
"อัจฉริยะบุคคล" แต่อาจจะไม่ตรงตามพจนานุกรม คำว่า อัจฉริยะบุคคล
คือผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมหรือมนุษยชาติ เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, โธมัส อัลวา เอดิสัน ฯลฯ
พวกเขาเหล่านี้บอกกับพวกเราว่า เขาก็ไม่ได้เก่งขนาดนี้มาตั้งแต่เกิด
แต่พวกเขาใช้ความพยายามหรือใช้ความคิดมาก ถึงแม้ว่าบางคนจะมีพรสวรรค์ตั้งแต่เกิด
แต่ก็เป็นเพียงแค่ทุนแรกเริ่ม ที่ยังหากำไรไม่ได้ แต่พรสวรรค์ เป็นสิ่งที่คงอยู่กับเรา
เปลี่ยนแปลงได้ยากตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่มีความสามารถในการจินตนาการ
หรือความคิด ความจำ แบบนามธรรม, โมสาร์ต เก่งทางด้านดนตรี สามารถเรียนรู้ได้เร็ว และพูดได้หลายภาษา
เป็นต้น บุคคลประเภทนี้สร้างความประหลาดใจให้กับครอบครัวของเขา โดยเขาเป็นอัจฉริยะภาพ
และสังคมใหญ่ในเวลาที่เขาเป็นอัจฉริยะบุคคล
..........สรุปให้ง่ายๆ ครับ พรสวรรค์สำคัญน้อย แต่ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญ
พรแสวงมีความจำเป็นสำหรับผู้ต้องการความสำเร็จ หรือไม่มีพรสวรรค์
การจัดการศึกษาควรต้องทำให้เกิดความสนุกเป็นสุข สภาพแวดล้อมทางสังคมทั่วไป ทำให้เยาวชน
หรือบุคคลที่คาดหวังให้พัฒนาประเทศในอนาคต ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและดี ตัวอย่างเช่น
มีข่าวเรื่องโรงเรียนอยู่ใกล้แหล่งอบายมุข นี่ก็เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้กับเยาวชนไปในทางที่ไม่ดี
ถึงแม้ตอนเเรกเขาจะปฏิเสธอบายมุข แต่สมองจิตใต้สำนึกของเขาจะซึมซับเรื่องราวเหล่านั้น
แล้วหล่อหลอมให้เขาเป็นแบบนั้นได้........ขอจบแสดงความคิดเห็นแค่นี้ครับ
- ผมอยากรู้ว่าที่เขียนถูกหรือเปล่า กรุณาช่วยแสดงความคิดเห็นด้วยนะครับ.....ขอบคุณครับ

โดย : Longปดว Member   [ 16/09/2005, 13:16:53 ]

ความคิดเห็นที่ : 7

ขอบคุณครับที่แสดงความคิดเห็น
ขอตอบคุณ ไร้น้ำตาล
........ผมคิดว่าระบบการศึกษาสมัยเก่า หรือส่วนมากในปัจจุบันเน้นความเป็นระเบียบมากเกินไปจนทำให้เครียด
เรารับเอาระบบจัดการศึกษามาจากต่างประเทศ โดยคิดว่าจะต้องตามเขาถึงจะเจริญ เพราะเราเห็นต่างชาติเช่น
ประเทศในแถบยุโรป เป็นต้น เขามีเทคโนโลยีดีกว่า เขามีเศรษฐกิจดีกว่า
เราอยากเป็นเหมือนเขาก็ไปรับแบบอย่างมาจากเขาหมด เราก็พยายามสร้างทรัพยากรมนุษย์ของเราให้ทัดเทียมแบบเขา
เรารับเอาวิทยาการต่างชาติเข้ามาจนเราลืมภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย เราลืมแผ่นดินที่เป็นเอเชีย
ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเจริญรุ่งเรือง ตัวอย่างเช่น ในสมัยของ กุบไลข่าน
ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของความยิ่งใหญ่แห่งจักรวรรดิ์มองโกล แต่ก่อนมองโกลเคยยิ่งใหญ่
มีพื้นที่ครอบคลุมเอเชียตะวันออก ไปจนถึงจีนตอนใต้ แล้วก็จะรุกไปญี่ปุ่น เพื่อสร้างอำนาจและความนับถือ
มองโกลเคยได้รับสมญานามว่าเป็นนักรบที่ไม่เคยแพ้ มองโกลมีทหารม้าที่เก่งที่สุดในโลก
มีพลธนูที่เก่งที่สุดในโลก มีเทคโนโลยีการต่อเรือเดินสมุทรที่ดีที่สุด(คือเรือใหญ่ที่มีกระดูกงู
เพื่อสร้างความสมดุลในยามพายุมรสุม) ในสมัยนั้นเรือเดินสมุทรของยุโรปยังเทียบไม่ได้เลย
มีเทคโนโลยีดินระเบิด ลูกระเบิด มีอาวุธยิงวิถีโค้งคล้ายๆของกรีก
ส่วนญี่ปุ่นมีนักรบประชิดตัว(ทหารราบซามูไร)ซึ่งก็ถือว่าเป็นนักดาบเก่งที่สุดในโลก
ในสมัยมองโกลรุ่งเรืองที่ว่าจะขยายอาณาเขตไปญี่ปุ่น
มองโกลได้สร้างกองเรือรบที่ประวัติศาสตร์โลกเคยได้จารึกเอาไว้ว่ายิ่งใหญ่ จำนวนเรือรบประมาณ 4,000
กว่าลำ ซึ่งมีมากกว่าตอนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฝ่ายพันธมิตรรวบรวมกองเรือรบมาบุกเยอรมัน
แต่เรื่องความพ่ายแพ้ผมยังไม่พูดถึง เดี๋ยวจะนอกเรื่องไปอีก
..........ผมคิดว่าสมัยนี้เขาไม่รบกันด้วยการเผชิญหน้าด้วยอาวุธเเล้ว
เขาจะใช้การแทรกแซงทางวัฒนธรรมทีละน้อย แล้วกลืนกินฐานะทางเศรษฐกิจ
แล้วในที่สุดเราก็เป็นเมืองขึ้นโดยเป็นหนี้ที่เรากู้จากเขามา
..........ส่วนการศึกษาที่อยากให้เป็นคือ การศึกษาที่ทำให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้ หรือเรียนแล้วเป็นสุข
ผมได้ความคิดนี่มาจากนิตยสารรีดเดอร์ไดเจสท์ ฉบับที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้
ถ้าจำประเทศตัวอย่างไม่ผิดคงจะเป็น ประเทศฟินเเลนด์ ส่วนรายละเอียดก็ไปอ่านจากนิตยสารนี้เองครับ
..........คุณคิดว่าผมพูดถูกหรือเปล่า? ถ้าผิดตรงไหนบอกๆผมด้วยนะ จะได้ไม่จำข้อมูลผิดๆไว้

โดย : Longปดว Guest   [ 16/09/2005, 15:19:45 ]

ความคิดเห็นที่ : 8



น่าสนใจจัง อ่านแล้ว ดีจังค่ะ

โดย : มาดามมักซีม Guest   [ 17/09/2005, 00:36:29 ]

ความคิดเห็นที่ : 9

ข้อมูลเพิ่มเติมเล็กน้อยเกี่ยวกับการศึกษาของฟินแลนด์ จากแนวหน้า
17 กันยายน 2548

ทันโรค ทันเหตุการณ์ กับแพทยสภา


ฟินแลนด์ (Finland)

ผมได้มีโอกาสมาดูระบบสาธารณสุขของประเทศอังกฤษและฟินแลนด์ โดยมาอยู่อังกฤษตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม - 4
กันยายน หลังจากนั้นจึงได้เดินทางไปฟินแลนด์ เมืองเฮลซิงกิ (Helsinki)
ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศฟินแลนด์
ที่ได้มาเพราะมากับคณะกรรมการบริหารของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันในนามของ 30
บาท จริง ๆ แล้วผมไม่มีสิทธิมา เนื่องจากไม่ได้เป็นคณะกรรมการบริหารชุดใหญ่ แต่ท่านนายกแพทยสภา
นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา เป็นกรรมการบริหารชุดใหญ่ ท่านมาไม่ได้จึงให้ผมมาในนามของแพทยสภา
เราบินจากอังกฤษ (Healthrow) เวลา 13.35 น. ของวันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน 2548 ใช้เวลาบิน 2 1/2 ชั่วโมง
(เวลา Helsinki ช้ากว่าไทย 4 ชั่วโมง) เราถึงฟินแลนด์ 18.00 น. เราบินโดยสายการบิน ฟินแอร์ (Fin Air)
หรือ AY ซึ่งเป็นเครื่อง Airbus A 320 ไม่ใหญ่ไม่เล็ก คนเต็มเครื่อง
แต่พอถึงเฮลซิงกิทำไมจึงมีคนผ่านเข้าเมืองน้อยมาก เขาคง transfer ไปประเทศอื่น
ประเทศฟินแลนด์เป็นประเทศของ Europeon Union จึงใช้วีซ่ารวมของกลุ่ม Schengen
แต่ถ้าเป็นพาสปอร์ตข้าราชการไม่ต้องมีวีซ่า
ประเทศฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่มากคือ 380,000 ตร.กม. (ใหญ่กว่าอังกฤษ) แต่มีพลเมืองเพียง 5
ล้านคนเท่านั้น ! ฟินแลนด์เป็นประเทศที่ดังหลาย ๆ ด้าน เช่น ขนมปังที่ทำจาก rye เรื่อง sauna ทราบว่ามี
sauna ถึง 1 ล้านแห่ง หรืออัตราส่วน 1 ต่อ 5 คน! เป็นประเทศที่มีทะเลสาบ 180,000 แห่ง! หรือคิดเป็น 10%
ของพื้นที่ทั้งหมด และพื้นที่ Lap land
ไกด์นำทัวร์บอกว่ารูปร่างของประเทศฟินแลนด์มีรูปร่างเหมือนหญิงสาว! ฟินแลนด์ถือได้ว่าเป็น 1 ในประเทศ
Nordic แต่ไม่เรียกว่า Scandinavian ซึ่งมักหมายถึง สวีเดน, นอร์เวย์ และเดนมาร์ก
ประเทศฟินแลนด์ใช้เงินสกุลยูโร ซึ่ง 1 ยูโรมีราคาประมาณ 52 บาท!
ระบบการศึกษาขั้นมัธยมต้นของประเทศฟินแลนด์ดีมาก จากการสำรวจของ PISA (Programme for International
Student Assessment) ซึ่งทำทุก 3 ปี พบว่าเด็กฟินแลนด์ในกลุ่ม 15 ปี นำเลิศทางด้านการศึกษาใน ค.ศ.2004
จากการสำรวจเด็ก 250,000 คน จาก 41 ประเทศรวมทั้งเด็ก 5,795 ใน 197 โรงเรียนของประเทศฟินแลนด์
โดยการสำรวจอย่างสุ่มตรวจของ American Statistical Institute เด็กฟินแลนด์นำทางด้านการอ่านหนังสือ เลข
และวิทยาศาสตร์ แต่ที่น่าแปลกใจและน่าชมคือ เกาหลีใต้มาที่ 2!
ประเทศฟินแลนด์เคยเป็นเมืองขึ้นของสวีเดน 600 กว่าปีและรัสเซีย (108 ปี) ประเทศฟินแลนด์ จึงใช้ภาษา
Finnish และ Swedish เป็นภาษาราชการทั้ง 2 ภาษา
Helsinki เป็นเมืองที่เล็กมาก คือ มีพลเมืองเพียง 5 แสนคน แต่ก็ยังมีพลเมือง 10% ของทั้งประเทศ
เที่ยวเมือง Helsinki วันเดียวก็จบ (ด้วยเท้า!) ไม่ต้องนั่งรถราง รถเมล์ หรือแท็กซี่ให้เมื่อยก้น
ฟินแลนด์มีป่าสนถึง 60% ของพื้นที่ และดังมากทางด้านโทรศัพท์มือถือ คือ Nokia

โดย : ขุนสันต์ Guest   [ 17/09/2005, 06:44:05 ]

ความคิดเห็นที่ : 10

ขอบคุณเช่น เดียวกันครับที่ ตอบ
และ คัด Link มาให้อ่าน ปรกติผมจะอ่านทุก link นะครับที่คัดมา

เรื่องของ "ปิ๊งแวบ" นี่ผมคิดว่า
ทำอย่างไรจึงจะเกิด
"ปิ๊งแวบ" ในทุกปัญหาที่เราเจอ เพราะถ้าทำได้ หรือประยุกต์
ให้เกิดได้จริง น่าจะเกิดประโยชน์ไม่ใช่น้อย

โดย : ไร้น้ำตาล Guest   [ 20/09/2005, 12:49:39 ]

ความคิดเห็นที่ : 11

....ขอบคุณครับ คุณขุนสันต์
ถ้ามีเรื่องราวอะไรดีๆ ก็หามาให้อีกนะครับ ผมชอบ แต่ไม่ค่อยมีเวลาค้นหา เรื่องที่ผมสนใจ เช่น
เรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยา, ประสาทวิทยา คุณขุนสันต์หาเรื่องได้ตรงใจผมจริงๆ

โดย : Longปดว Member   [ 11/11/2005, 13:22:56 ]

ความคิดเห็นที่ : 12

....ผมมีความคิดเห็นกับเรื่อง "เด็กอัจฉริยะอายุยืนยาวกว่าปกติ" ดังนี้
....ประโยคในย่อหน้าแรก "ฮาร์วาร์ดเผยผลวิจัยล่าสุด
พบผู้ที่มีไอคิวสูงเมื่อเยาว์วัยจะมีอายุยืนยาวกว่าคนปกติทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่มีไอคิวเกิน 163
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนกลุ่มนี้รู้จักจัดระเบียบการดำเนินชีวิตของตัวเอง
โดยเฉพาะด้านสุขภาพได้ดีกว่าคนอื่นๆ นั่นเอง"
----> สำหรับประโยคข้างต้นนี้บอกว่า ผู้ที่มีไอคิวสูง จะมีอายุยืนยาวกว่าคนปกติ เนื่องจากคนอัจฉริยะ
เขารู้จักจัดระเบียบการดำเนินชีวิตของตนเองได้ดีกว่า เปรียบได้กับการทำอะไรก็ตามที่เป็นระบบ ระเบียบ
ไม่ยุ่งเหยิง ข้อความที่ว่ามานี้ ทำให้ผมคิดเชื่อมโยงกับบทความเก่าๆ คือ วิจัย"โรคอัลไซเมอร์"
พบเหตุฝันกลางวัน กัดกร่อนความจำ ซึ่งประเด็นสำคัญในบทความนี้จะพูดเกี่ยวกับ การคิดที่ไม่เป็นระบบ
ระเบียบ จะเกิดผลเสียกับเส้นประสาทในสมองของเรา ทำให้เกิดความเสื่อมขึ้น
ซึ่งความเสื่อมนี้อาจจะเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งโรคนี้นอกจากจะทำให้คนที่ป่วยมีอายุสั้นแล้ว
ยังทำให้คนที่แวดล้อมเขา ต้องมีความทุกข์ไปด้วย เช่น พ่อเป็นโรคอัลไซเมอร์ อยู่มาวันหนึ่ง
นั่งกินข้าวอยู่ที่บ้าน แล้วถามแม่ว่า "คุณเป็นใครเหรอ?"
.....เนื้อหาในย่อหน้าที่สอง "เนื่องจากติดตามเฉพาะอาสาสมัครที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย
และส่วนใหญ่เป็นคนขาว แต่ผู้ที่ไอคิวสูงถึง 163 หรือกว่านั้น ไม่มีให้เห็นกันบ่อยนัก
เพราะโดยเฉลี่ยแล้วไอคิวของประชากรทั่วไปจะมีคะแนนอยู่ที่ 100"
-----> จากข้อความข้างต้นทำให้เรารู้ว่า
ปัจจัยที่ทำให้คนเป็นอัจฉริยะส่วนหนึ่งก็คือสภาพแวดล้อมล้อมตัว ของผู้ที่จะเป็นอัจฉริยะ
โดยสภาพแวดล้อมรอบๆตัวเขานั้น จะมีอยู่สองแบบ คือ สภาพแวดล้อมจุลภาค(สภาพแวดล้อมขนาดเล็ก เช่น
ภายในบ้าน) ซึ่งสภาพแวดล้อมจุลภาคที่ว่านี้ ถือว่าเป็นปัจจัยที่สนับสนุนที่สำคัญสำหรับการเป็นอัจฉริยะ
โดยเขาได้อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น มีความรัก ดูแล ห่วงใย และมีฐานะดี คือมีความพร้อมทั้งวัตถุ และจิตใจ
มีอุปกรณ์ส่งเสริมให้เกิดความเป็นอัจฉริยะมากว่า ครอบครัวยากจน
....สำหรับย่อหน้าอีกสามส่วนสุดท้าย ผมจะให้ความคิดเห็นดังนี้
----> ไอคิวสูง ก็มีความสำคัญในแง่ที่ทำให้เรารู้ทัน เราคิดได้ คิดเป็น ซึ่งทำให้เรามองเห็นภาพ
หรือผลกระทบจากการกระทำต่างๆ ของเราที่ได้ทำลงไปว่า ถูก หรือ ผิด ดี/เลว มีเหตุมีผล เป็นต้น
ซึ่งจะทำให้เราสามารถเลือกที่จะกระทำการใดๆ โดยใช้สมองส่วนความคิดมากกว่าสัญชาตญาณ
แล้วก็สามารถที่จะยอมรับการกระทำต่างๆที่เราทำลงไป ได้ด้วย คือ
มีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป และสิ่งที่ว่านี้ ผมเลยคิดโยงกับเรื่องทฤษฎีสมองที่ว่า
เด็กวัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า 18 ปี จะมีวุฒิภาวะไม่มากพอที่จะตัดสินใจได้ถูกต้อง และมีจริยธรรม
สำหรับความสามารถที่ว่านี้มีอิทธิพลที่สำคัญคือ สมองคอร์เท็กส่วนหน้า
ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับความสามารถระดับสูงของมนุษย์ บางคนเรียกว่า สมองส่วนผู้บริหาร
บทบาทที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ทักษะความคิดที่ซับซ้อน(การวิเคราะห์ เป็นต้น) จริยธรรม ความรับผิดชอบ
การตัดสินใจ เป็นต้น
....แม้แต่ คนที่อายุ 18 ปีขึ้นไป ก็ยังมีอารมณ์รุนแรงอยู่บ้าง มีสมองที่พัฒนาตามอายุได้
แต่คุณภาพยังไม่ดีพอ หมายความว่า เราต้องอาศัยประสบการณ์ การคิด ความรู้ เข้าร่วมด้วย
จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด
....ถึงแม้ไอคิว จะมีความสำคัญ ในการเรียนและ การทำงาน แต่การเรียน และทำงาน ให้ประสบความสำเร็จ
ต้องใช้สมองทั้งสองซีกอย่างสมดุลด้วย......ขอบคุณครับ


โดย : Longปดว Member   [ 17/11/2005, 16:09:47 ]

ความคิดเห็นที่ : 13

....สำหรับความคิดเห็นที่ : 16 ผมขอเพิ่มเติมข้อมูลดังนี้

.....ผมแบ่งข้อมูลได้เป็นสามประเภท ได้แก่ 1.ข้อมูลเชิงปริมาณ 2.ข้อมูลตรรกะ 3.ข้อมูลเชิงคุณภาพ

..... 1. ข้อมูลเชิงปริมาณ จะเน้นทางด้านตัวเลขเป็นส่วนประกอบหลัก แล้วอาศัยกระบวนการคิดแบบคณิตศาสตร์
โดยมีตัวแบบทางคณิตศาสตร์ที่ใช้แทนระบบของปัญหา เช่น โปรแกรมเชิงเส้น เป็นต้น
โดยโปรแกรมเชิงเส้นที่ว่านี้ จะทำการแปลงโจทย์หรือปัญหา โดยทำให้อยู่ในรูปสมการ หรืออสมการ
แล้วทำการหาค่าที่ดีที่สุด "ต่ำสุด/สูงสุด" โปรแกรมเชิงเส้นที่เราคุ้นเคยในชั้นมัธยมปลาย
ก็คือ โปรแกรมเชิงเส้นที่อาศัยกราฟเพื่อแก้ปัญหา หรือเป็นโปรแกรมเชิงเส้น 2 ตัวแปร(x1, x2)
ส่วนการแก้ปัญหาโปรแกรมเชิงเส้นด้วยวิธีซิมเพลก จะมีความซับซ้อนมากกว่าแบบกราฟ
และสามารถใช้ตัวแปรได้มากกว่า 2 ตัวแปรขึ้นไป

..... 2. ข้อมูลเชิงตรรกะ เป็นข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ตามหลักเหตุผล(ตรรกะ)
โดยข้อมูลที่ได้นี้จะไม่มีการนำความคิดเห็น หรือความรู้สึกนึกคิด เข้าร่วมพิจารณาด้วย
ตัวอย่างเช่น คนไทยทุกคนเป็นมนุษย์ อัลเบิร์ตไอน์สไตล์เป็นมนุษย์ ดังนั้น อัลเบิร์ตไอน์สไตล์ก็เป็นคนไทย
ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะที่จริงแล้ว ไอน์สไตล์เป็นชาวยิว ในประเทศเยอรมนี สำหรับตัวอย่างที่ว่านี้
ใช้วิธีการทางตรรกะ โดยตรรกะนี้อยู่ในส่วนของกระบวนการคิด ก่อนที่จะไปถึงข้อสรุป
ดังนั้นข้อสรุปที่ได้จากตรรกะแท้ๆ ก็ไม่ใช่ข้อสรุปที่สมเหตุสมผล หรือมีคุณภาพเสมอไป

..... 3. ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นข้อมูลที่มีการนำความคิดเห็น ความคิด ความรู้สึก
อย่างมีวิจารณญาณเข้าร่วมด้วย ซึ่งข้อมูลที่ได้นี้จะเป็นไปในหลักที่ควรจะเป็น เช่น
การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน จะทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นหรือไม่ แล้วสินค้าอื่นๆ จะปรับตัวตามหรือไม่
เป็นต้น

.....ในความเป็นจริง เราต้องใช้ข้อมูลทั้งสามประเภท มาประกอบการพิจารณาเรื่องต่างๆ ด้วย
จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด

.....สำหรับเรื่อง "ปิ๊งแวบ" หรือ "วาบความคิด" หรือ "ญาณทรรศนะ"
เป็นข้อมูลสุดท้ายที่ได้จากการบ่มเพาะความคิดในระดับจิตสำนึก โดย "ปิ๊งแวบ"
นี้จะผุดออกมาจากจิตใต้สำนึกในยามที่จิตสำนึกสงบ และผ่อนคลาย มันเป็นความคิดสร้างสรรค์
หรือการมองปัญหาในมุมมองใหม่ โดยหลุดออกจากความคิดเดิมๆ ทำให้เกิดผลงานใหม่ๆ
หรือการแก้ปัญหาที่เยี่ยมยอด
ตัวอย่างเช่น อองรี ปวงกาเร นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เขาสามารถแก้โจทย์พีชคณิตได้
ขณะที่กำลังกระโดดขึ้นรถเมล์(ปิ๊งแวบ) โดยก่อนหน้านั้นเขาใช้เวลา 15 วัน อย่างเคร่งเครียดในห้องทำงาน
เพื่อแก้โจทย์เรขาคณิต (ซึ่งเป็นขั้นการบ่มเพาะความคิด) เป็นต้น

โดย : Longปดว Member   [ 18/11/2005, 15:37:15 ]

ความคิดเห็นที่ : 14

สาสนาแห่งปัญญาและสันติhttp://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01bud02120249&
;day=2006/02/12
จากมติชน 12 กุมภาพันธ์

โดย : ขุนสันต์ Member   [ 13/02/2006, 00:44:57 ]

ความคิดเห็นที่ : 15

ผมอ่านกระทู้นี้แล้วครับ เกิดความสงสัยเกี่ยวกับตัวผมเองในวัยเด็ก
ตอนก่อนจะเข้าอนุบาล ดังนี้
คือ สมัยผมเข้าเรียน ผมพยายามคิดว่าทำไมเลข 1+2 = 3
ทำไม 2+2 = 4 คือ ครูที่โรงเรียน อธิบายผมว่า เลข 1 2 3 4 มันเรียงกันอยู่ แต่ในตอนนั้น ผมไม่คิดว่า
เป็นเหตุผลที่ถูกต้อง ผมไม่เชื่อครูที่สอน ผมกลับพยายามนั่งคิดหาสาเหตุให้ได้ และคิดว่าต้อง
มีสูตรสำเร็จ ที่เราไม่ต้องนั่งจำว่า เลข 2 ต้องตามด้วยเลข 1 ผลก็คือ สอบได้เกือบที่โหล่
ของห้องอยู่หลายเทอม
มาตอนนี้ ผมก็เลยสงสัยตัวเองว่า ทำไมตัวผมในตอนนั้นถึงคิดอย่างนั้น คุณ Longปดว กับ คุณ
ขุนสันต์ ช่วย
ให้คำตอบทีน่ะครับ

โดย : เทวดาจร Member   [ 24/08/2006, 13:01:08 ]

ความคิดเห็นที่ : 16

ขอบคุณขุนสันต์เช่นกันครับ
ผมไม่ได้มาที่เว็บนี้นานแล้ว ยินดีที่มีคนสนใจบทความของครับ

โดย : Longปดว Member   [ 15/10/2006, 14:09:43 ]

ความคิดเห็นที่ : 17

.....ตอบคุณเทวดาจร ครับ
.....ความสงสัยเป็นพฤติกรรมธรรมดาของเด็ก เพราะทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
แต่เราอาจจะติดกับข้อสงสัยบางอย่างที่ยังค้างคาใจ และเราไม่มีใครให้คำตอบ เราต้องทดลองเองในบางครั้ง
ความอยากรู้อยากเห็นทำให้เราได้เรียนรู้ได้มากขึ้นลึกซึ้งขึ้น ครับ
....ที่ว่าครูสอน เลข 1 2 3 4 ... มันเรียงกันอยู่ยังเป็นคำอธิบายที่ไม่ดีพอ
เพราะเด็กยังไม่เข้าใจว่าเลขนี้มันแทนอะไร ผมว่าครูที่สอนตอนนั้น เขาน่าจะบอกว่า "หนึ่ง เท่ากับ
ลูกแก้วหนึ่งลูก สอง เท่ากับ ลูกแก้วสองลูก ฯลฯ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทนด้วยเลขตัวนั้นตัวนี้
คือว่าพยายามทำให้เด็กเขาเห็นภาพที่ชัดเจน โดยเอาตัวอย่างจริง สัมผัสได้ยิ่งดี
เพราะการเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นจากข้อมูลที่ผ่านประสาทสัมผัสทางใดทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว
การเรียนรู้ต้องอาศัยข้อมูลที่ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น รูป(ตา), รส(ปุ่มรับรสในลิ้น), กลิ่น
(อวัยวะรับสัมผัสในจมูก), สัมผัส(เซลล์ประสาทในผิวหนัง) และเสียง(อวัยวะในหู)
สมองเราต้องการข้อมูลที่ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุด
เพื่อทำให้เซลล์ประสาทสร้างต้นแบบ หรือต้นฉบับความคิด (pattern) ที่เป็นข้อมูลพื้นฐาน
เพราะถ้าเรามีข้อมูลพื้นฐานก็จะทำให้เราคิดเป็นทำเป็นนั้นเอง เหมือนกับเราการเล่น เกมกระดานต่างๆ
ต้องมีวิธีการเล่นในสมอง ต้องมีกลยุทธ์ เทคนิคการเล่นก่อน จึงจะเกิดความคิดที่เป็นระบบ
โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกเรื่อยไป
......ใครมีความคิดเห็นเพิ่มเติม เชิญได้ครับ

โดย : Longปดว Member   [ 15/10/2006, 22:11:32 ]

ความคิดเห็นที่ : 18

โลกและชีวิต

คนไอคิวสูง อีโก้สูง คือความขาดทุนของสังคม

ครอบครัวนี้ได้ชื่อว่าเป็นครอบครัวคนเก่ง
พ่อเรียนจบปริญญาตรี สมองดี ทำงานเก่ง มีฐานะการเงินและสังคมดี
มีลูกเรียนจบระดับปริญญาเอก 2 คน ระดับปริญญาโทอีก 2 คน
ใครๆ ก็ชื่นชมว่าบ้านนี้เลี้ยงลูกได้เก่ง ลูกเรียนดี สมองดี เป็นกำลังของประเทศและสังคมได้ดี
แต่ปรากฎว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัวไม่ดีเลย
พ่อทะเลาะรุนแรงกับลูกชายที่จบด๊อกเตอร์คนโตแทบจะฆ่ากันตาย
พี่น้องทะเลาะกัน ไม่ยอมออมชอมกัน จนต้องแบ่งเป็นสองฝ่าย .........
อ่านต่อได้ที่(แนวหน้าจะเก็บไว้แค่ 7 วัน)
http://www.naewna.com/news.asp?ID=37397#news

โดย : ขุนสันต์ Member   [ 29/11/2006, 12:31:43 ]

ความคิดเห็นที่ : 19

................อีกตัวอย่างหนึ่งคือ Richard Wetherill นักหมากรุกที่เชี่ยวชาญ
สามารถอ่านเกมการเล่นว่าจะขยับหมากไหน ไม่เพียง 1 หรือ 2 ชั้น แต่คิดเผื่อไว้ถึง 8 ขั้น
เมื่อเขาเริ่มสังเกตว่าตัวเองเริ่มคิดช้าลง สมองไม่โลดแล่นเท่าเดิม เพราะคิดได้เพียง 5 ขั้น
เขาจึงเริ่มให้แพทย์สมองตรวจและวินิจฉัยว่ามีอะไรผิดปกติ แพทย์ตรวจอย่างไรก็ไม่พบโรคสมองเสื่อมประเภทใดๆ
จนในที่สุดเขาเสียชีวิตในเวลา 2 ปีต่อมา เมื่อแพทย์ทำการชันสูตร จึงพบว่าเขาเป็นโรคอัลไซเมอร์ขั้นรุนแรง
แต่ร่างกายและพฤติกรรมไม่แสดงอาการใดๆ ยกเว้นความสามารถในการเล่นหมากรุกที่ลดลง
หากบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้มีวิถีการดำรงชีวิตที่ต้องคิด ต้องแก้โจทย์ท้าทายเสมอแบบนักหมากรุกคนนี้
เป็นโรคในขั้นเดียวกับเขา มีสิทธิที่จะมีอาการหนักจนไม่สามารถจำใครๆ
ได้และดำรงชีวิตแบบปกติไม่ได้ไปนานแล้ว......................
จาก คอลัมน์ เสริมสุขภาพสมอง กรุงเทพธุรกิจรายสัปดาห์
อ่านทั้งคอลัมน์ได้ที่http://www.bangkokbizweek.com/20080102/bschool/index.php?news=column_25444351.h
tml

โดย : ขุนสันต์ Member   [ 14/01/2008, 08:28:11 ]

ความคิดเห็นที่ : 20

ก็อปมาให้อ่าน อุทยานชำระใจ

เป็นหนังสือเกี่ยวกับ "เซ็น" อีกเล่มที่น่าสนใจและได้รับการกล่าวขวัญถึงมากมายในรอบหลายปี

"พานไถเฉิง" ผู้เขียน เป็นนักพูดด้านจิตวิญญาณที่มีชื่อเสียงของไต้หวัน
ศึกษาปรัชญาเซ็นมาอย่างลึกซึ้ง เรื่องสั้นๆ ในหนังสือเล่มนี้มาจากคอลัมน์ "อุทยานชำระใจ"
ที่เขาเขียนลงในนิตยสารหมากล้อมฉบับหนึ่ง

หลังจัดพิมพ์รวมเล่มก็กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับในไต้หวัน ฉบับภาษาไทยจัดพิมพ์โดยสร้างสรรค์บุ๊ก
"น.นพรัตน์" แปล

พานไถเฉิง ชื่นชอบการเล่นหมากล้อมหรือโกะเป็นชีวิตจิตใจ เขาเห็นว่าการเล่นหมากล้อม สามารถยกระดับแนวคิด
ชำระล้างจิตวิญญาณของตัวเอง
นอกจากนั้นหมากล้อมยังสะท้อนถึงปรัชญาของการต่อสู้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงอีกด้วย

เหตุใดเรื่องในเชิงปรัชญาเช่นนี้จึงมาปรากฏในนิตยสารหมากล้อม

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ซีอีโอผู้ใหลหลงในเกมโกะ ให้เหตุผลว่า เกมหมากล้อมมีลักษณะเฉพาะตัว
ไม่เหมือนหมากกระดานชนิดอื่น หมากล้อมไม่เน้นการเข่นฆ่าทำลายล้าง

แต่แสวงหาการอยู่ร่วมโดยสันติและกลมกลืน ผู้ที่เข้าใจศาสตร์หมากล้อมอย่างลึกซึ้ง
จึงมักจะสนใจศึกษาศาสนาและปรัชญา ทำให้มีมุมมองต่อโลกและชีวิตแตกต่างจากคนทั่วไป

นิทานเซ็นสั้นๆ เกือบ 100 เรื่องในเล่มนี้ พานไถเฉิงสะท้อนแง่มุมต่างๆ ในชีวิตประจำวันไว้รอบด้าน
แต่ละเรื่องแฝงไว้ด้วยปรัชญาเซ็นที่ต้องฉุกคิดไปด้วย

ปรัชญาของพานไถเฉิงเสมือนเครื่องชำระล้างพันธนาการ อคติทั้งมวลที่เกาะกุมจิตใจมนุษย์
เพื่อให้ทุกคนพบหนทางแห่งความสุขที่แท้ของชีวิต

ทว่า มนุษย์จะพบความสุขที่แท้จริงได้จำต้องปลดเปลื้องพันธนาการและสิ่งรกรุงรังในชีวิตออกให้สิ้น

แต่สิ่งที่ต้องถนอมไว้ก็คือ "ความฝัน" ชีวิตจึงจะดำรงอยู่ได้ด้วย "ความหวัง"

นิทานเรื่องหนึ่งของญี่ปุ่นมีอยู่ว่า เด็กเล็กสองคนไปเที่ยวทะเล
หลังวิ่งเล่นจนเหนื่อยหอบก็พากันนอนหลับบนหาดทรายนั่นเอง
เด็กคนหนึ่งฝันเห็นหีบทองคำซ่อนอยู่ใต้รากของดอกชาขาวบนเกาะในสวนของเศรษฐีผู้หนึ่ง

เด็กอีกคนรู้เรื่องขอซื้อความฝันนั้นต่อ และดั้นด้นสู่เกาะในฝันนั้น
ผ่านความยากลำบากนานัปการกระทั่งถึงจุดหมายก็พบว่า ทุกอย่างเป็นไปตามความฝันจริงๆ

เด็กน้อยสมัครเป็นคนรับใช้เศรษฐี ขุดพรวนดินต้นดอกชาอย่างมิรู้เหนื่อย
เศรษฐีเห็นความขยันก็ให้ความเมตตายิ่งขึ้น วันหนึ่งเขาขุดผ่านรากเดิมของดอกชาขาว
กระทั่งพบหีบทองคำเข้าจริงๆ

ในที่สุดเด็กน้อยก็คืนกลับยังบ้านเกิด กลายเป็นคนมั่งคั่ง ขณะที่เด็กน้อยผู้ขายความฝันให้
ยังฝันแล้วฝันเล่า แต่ไม่เคยทำความฝันให้เป็นจริง จึงยังเป็นคนยากจนอยู่ร่ำไป

พานไถเฉิง สรุปนิทานเรื่องนี้ว่า แม้ว่าความฝันไกลลิบลับ เกินกว่าที่จะเอื้อมมือไขว่คว้า
แต่ขอเพียงยึดมั่นอย่างแน่วแน่ สักวันหนึ่งจะกลายเป็นจริง

"คนยิ่งใหญ่ด้วยความฝัน ชีวิตที่ไร้ซึ่งความฝัน เป็นชีวิตเหี่ยวเฉาไร้รสชาติที่สุด"

หน้า 28

โดย : ซึซึอิ Member   [ 17/01/2008, 09:10:33 ]

  สล็อตพีจีเว็บตรง
  E-mail: webmaster@thaibg.com
Copyright 2002-2022 ThaiBG.com, All Rights Reserved